| |
 |
ท่านทราบหรือไม่ว่าข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน กว่าจะผลิตและขนส่งมาถึงมือเราได้นั้น มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น เช่น มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ก๊าซ ต้นไม้ พลังงาน การใช้สารอันตราย เช่น สารซีเอฟซี โลหะหนักละเมื่อเรานำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาใช้ก็ยังต้องใช้ไฟฟ้าหรือน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัดเช่นกัน
ปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขและร่วมกันรับผิดชอบ เพราะทุกคนมีส่วนในการก่อปัญหาทั้งสิ้นไม่มากก็น้อย ดังนั้นวิธีง่ายๆที่เราจะสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้โดยการเลือกซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปล่อยสารเคมีหรือกากสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงานและทรัพยากรทั้งในระหว่างการผลิต การขนส่ง และการใช้งาน อีกทั้งไม่เป็นภาระในการกำจัดหลังทิ้งและไม่ก่อให้เกิดขยะมากนัก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นทางเลือกหนึ่งของคนไทยทุกคนในการช่วยรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมรอบตัวเราให้ดีขึ้น
|
 |
| “ฉลากเขียว” เครื่องหมายที่แสดงคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม |
ฉลากเขียว (Green label หรือ Eco-label) คือฉลากที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้หมายถึง สินค้า และบริการหลายประเภท ยกเว้น ยา เครื่องดื่ม และอาหาร |
| |
| |
| ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อะไร…เมื่อผลิตภัณฑ์มีเครื่องหมายฉลากสีเขียว |
การมีเครื่องหมายฉลากสีเขียวติดอยู่กับสินค้าจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากจะมีคุณภาพแล้วยังเน้นคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมด้วย ผู้บริโภคที่มีความประสงค์จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมจะได้เลือกซื้อได้ถูกต้องในส่วนของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายจะได้รับประโยชน์ในแง่ของกำไรนื่องจากมีการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมากขึ้นผลักดันให้ผู้ผลิตรายอื่นๆต้องแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือบริการของตนในด้านเทคโนโลยีโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการยอมรับของประชาชน และส่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ผู้ผลิตในระยะยาว
|
| |
เยอรมันเป็นประเทศแรกที่เริ่มใช้ฉลากเขียวเป็นเครื่องมือทางการตลาดเพื่อช่วยป้องกันรักษาธรรมชาติผ่านทางการผลิตและการบริโภคของผู้ผลิตและประชาชนทุกคน ปัจจุบันประเทศต่างๆมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลกได้มีการจัดทำโครงการฉลากเขียวขึ้น สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) ได้ริเริ่มโครงการฉลากเขียวขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2536 โดยได้รับความเห็นชอบและความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และองค์กรเอกชนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยทำหน้าที่เป็นเลขานุการ |
| |
| ปัจจัยในการพิจารณาออกข้อกำหนด |
| ในการกำหนดเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากเขียวจะแตกต่างไปกันไปตามประเภทของผลิตภัณฑ์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งโดยทั่วไปจะคำนึงถึง |
- การจัดการทรัพยากร ทั้งที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (Renewable resources) และที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Nonrenewable resources) อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- การลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศ โดยส่งเสริมให้มีการผลิต การขนส่ง การบริโภค และการกำจัดทิ้งหลังใช้แล้วอย่างมีประสิทธิภาพ
- การนำขยะมูลฝอยทั่วไปและขยะอันตรายกลับมาใช้ประโยชน์อย่างอื่น (Reuse) หรือหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) |
 |
| ปัจจุบันมีข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ฉลากเขียวแล้ว 26 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ |
- กระดาษบรรจุภัณฑ์ กระดาษชำระ
- กระดาษพิมพ์เขียน
- ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทำจากพลาสติกที่ใช้แล้ว
- หลอดฟลูออเรสเซนต์
- ตู้เย็น
- สีอิมัลชัน
- เครื่องสุขภัณฑ์
- ถ่านไฟฉาย
- เครื่องปรับอากาศ
- สเปรย์
- สารซักฟอก
- มอเตอร์
- ก๊อกน้ำและอุปกรณ์ในห้องน้ำ
- ผลิตภัณฑ์ทำจากผ้า
- คอมพิวเตอร์
- ฉนวนกันความร้อน
- บริการซักน้ำและบริการซักแห้ง
- เครื่องซักผ้า
- น้ำมันหล่อลื่น
- แชมพู
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถ้วยชาม
- ผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา
- เครื่องเรือนเหล็ก
- บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์
- สบู่
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว |
| |
| ส่วนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการออกข้อกำหนด ได้แก่ |
- เครื่องถ่ายเอกสาร
- สถานีบริการน้ำมัน
- ตลับหมึกพิมพ์แบบรีไซเคิล
- น้ำยาลบคำผิด
- บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาเติมได้
- วัสดุก่อสร้างทดแทนไม้ |